News

News

News new ‘โควิด’ระบาดระลอก 3 ซ้ำเติม‘พม่า’ที่ทุกข์ยากสาหัสอยู่แล้วภายหลังจาก‘รัฐประหาร’

‘โควิด’ระบาดระลอก 3 ซ้ำเติม‘พม่า’ที่ทุกข์ยากสาหัสอยู่แล้วภายหลังจาก‘รัฐประหาร’

การระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ในพม่าเวลานี้ มีความสาหัสร้ายแรงมาก และกำลังมีชัยชนะเหนือระบบดูแลสุขภาพที่ไม่แข็งแรงอยู่แต่เดิมแล้ว รวมทั้งจะผลักดันให้เศรษฐกิจที่อยู่ในอาการร่อแร่บอบช้ำภายหลังฝ่ายทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจ ยิ่งเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนักหนังสือพิมพ์, นักเคลื่อนไหว, และผู้สังเกตการณ์อื่นๆ ต่างกำลังเริ่มสงสัยประหลาดใจกันว่า การที่ช่วงหลังๆ มานี้ในพม่าไม่ได้มีการชุมนุมเดินขบวนขนาดใหญ่โตใดๆอีกเลยนั้น หมายความว่าจากการที่คณะปกครองทหารเข้าปราบปราบบดขยี้การประท้วงอย่างโหดเหี้ยม ได้ทำให้ขบวนการต่อต้านรัฐประหารหมดพลังไปกระนั้นหรือ

แต่นอกเหนือจากการที่ฝ่ายทหารลงมือปราบปรามอย่างมุ่งร้ายเอาชีวิตแล้ว ยังมีพลังนักฆ่าอีกพลังหนึ่งซึ่งกำลังทำให้ประชาชนผู้หงุดหงิดไม่พอใจของพม่าต้องถอยห่างออกจากท้องถนนเช่นเดียวกัน ได้แก่ โรคระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 โดยที่การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายคราวนี้มีความร้ายแรงสาหัสกว่ากันนักเมื่อเทียบกับระลอกการระบาด 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคมปีนี้ และเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ตามตัวเลขสถิติอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสุขภาพและการกีฬาของพม่าที่จัดตั้งขึ้นมาภายหลังการรัฐประหาร ใน 330 อำเภอทั่วประเทศ เวลานี้มีถึง 296 อำเภอที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากเชื้อโรคร้ายนี้

ตัวเลขข้อมูลที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าติดตามไวรัสโคโรนา ของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) แสดงให้เห็นว่าในพม่ามียอดผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 118,752 คน และยอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,756 คน (ตัวเลขเมื่อถึงช่วงประมาณเที่ยงคืนวันที่ 20 ก.ค. 2021 เวลาประเทศไทย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 229,521 คน ส่วนยอดผู้เสียชีวิตเป็น 5,000 คน -ผู้แปล) ทว่าตัวเลขเหล่านี้แม้กระทั่งที่ยึดโยงอยู่กับรายงานของทางการ ก็ยังคงเป็นแค่ส่วนยอดที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ทางกระทรวงประกาศว่าทั่วประเทศมีเคสผู้ติดเชื้อใหม่ 4,377 ราย แต่นี่เป็นตัวเลขที่อิงอยู่กับการตรวจสอบแบบกวาดหาตัวอย่างเชื้อจากโพรงจมูกเพียงแค่ 15,128 รายซึ่งทำกันในวันดังกล่าว ถ้าหากใช้ตัวเลขเหล่านี้แบบเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์กัน มันก็จะหมายความว่าเกือบๆ 1 ใน 3 ของผู้ได้รับการตรวจสอบทีเดียว มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

ระบบดูแลสุขภาพที่โยงใยอยู่กับพื้นที่เขตเมืองของพม่านั้น ในช่วงเวลาดีที่สุดก็ยังอยู่ในสภาพทรุดโทรมและขาดแคลนทรัพยากรอย่างเลวร้ายมาก ยิ่งสำหรับทางพื้นที่ชนบทด้วยแล้ว สิ่งเอื้ออำนวยทางด้านสุขภาพถือได้ว่าเกือบๆ จะไม่มีเอาเลย อันเป็นมรดกที่ทิ้งเอาไว้ของพวกคณะรัฐบาลทหารในอดีตซึ่งใช้จ่ายงบประมาณกันอย่างสนุกสนานในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ปล่อยปละทิ้งขว้างทางด้านสาธารณสุข

เวลานี้โรงพยาบาลต่างๆ อยู่ในสภาพไม่มีเตียงสำหรับรับเคสโควิดระลอกใหม่ บังคับให้พวกบุคลากรทางการแพทย์ต้องปฏิเสธไม่รับคนไข้รายใหม่ๆ เพิ่มอีก รายงานข่าวกระแสต่างๆ บ่งชี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างร้ายแรง ตั้งแต่ออกซิเจนไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปจนถึงวัคซีน

ตามปากคำของแหล่งข่าวท้องถิ่นรายหนึ่งในย่างกุ้งซึ่งขอให้สงวนนาม บอกว่าวิกฤตโรคระบาดคราวนี้ในพม่า อาจจะมีมิติทางการเมืองอยู่ด้วย กล่าวคือ “คณะปกครองทหารไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้เอาชนะโรคระบาดใหญ่อย่างจริงจังหรอก ในเมื่อเวลานี้ประชาชนกำลังเบี่ยงเบนความสนใจและพลังงานของพวกเขาไปยังเรื่องนี้ แล้วก็เลยไม่ได้มีการเข้าร่วมในขบวนการอารยะขัดขืนกัน”

พวกบริษัทที่ปกติแล้วเป็นผู้ส่งก๊าซออกซิเจนไปให้แก่ศูนย์สุขภาพต่างๆ ตลอดจนพวกคนไข้รายบุคคลนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ได้รับคำสั่งจากคณะปกครองทหารว่า อันดับแรกสุดให้จัดส่งไปยังกองทัพและทางการผู้รับผิดชอบที่ฝ่ายทหารแต่งตั้งขึ้นมาเสียก่อน

แต่เรื่องนี้เลยกลับเป็นการเติมเชื้อเพลิงความโกรธแค้นและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อระบอบปกครองซึ่งจัดตั้งขึ้นมาหลังรัฐประหาร ทั้งๆ ที่เหล่าผู้นำทางทหารควรที่จะหาทางเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพคราวนี้ให้กลายเป็นโอกาสทางการเมือง ด้วยการบริหารจัดการที่เที่ยงธรรมและแสดงให้เห็นถึงการมีความรู้ความสามารถ

จากการที่การเมืองเข้าเกี่ยวข้องพัวพันกับการสู้รบกับโควิด-19 ของพม่า ทำให้เมื่อพิจารณาในบริบทของทั่วทั้งโลก สถานการณ์ของประเทศนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ภายหลังพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก่อรัฐประหารหยุดพักประชาธิปไตยเอาไว้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์แล้ว ทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางด้านสุขภาพอื่นๆ จำนวนมาก ก็ได้แสดงบทบาทเป็นแนวหน้าของขบวนการอาระยะขัดขืนซึ่งสร้างผลสะเทือนไปทั่วทั้งประเทศ

ผู้คนเหล่านี้จำนวนมากยังคงสไตรก์ไม่กลับไปทำงานที่พวกโรงพยาบาลของรัฐ แต่หันมาตรวจรักษาคนไข้ในวัดพุทธแห่งต่างๆ

พวกผู้มีอำนาจฝ่ายทหารก็ไม่ได้ละเลยยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์แต่อย่างใดในเวลาที่พวกเขาเข้าปราบปรามการประท้วงซึ่งบ่อยครั้งเป็นไปด้วยความทารุณเหี้ยมโหด คลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ทางสื่อสังคมแสดงให้เห็นภาพตำรวจกำลังลากบุคลากรด้านสุขภาพซึ่งอยู่ระหว่างรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมเดินขบวน ให้ออกมาจากยานพาหนะติดเครื่องหมายกาชาดสีแดงของพวกเขา และทุบตีพวกเขาด้วยไม้กระบองและพานท้ายปืนเล็กยาว

ตามข้อมูลขององค์การแพทย์เพื่อสิทธิมนุษชน (Physicians for Human Rights) ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ทางการพม่าออกหมายจับแพทย์ 400 คน และพยาบาล 180 คน ขณะที่มีบุคลากรด้านสุขภาพถูกทางการจับกุมไปแล้วจริงๆ เป็นจำนวน 157 คน อีก 32 คนได้รับบาดเจ็บ และ 12 คนถูกเข่นฆ่า ทั้งนี้เมื่อนับถึงวันที่ 6 กรกฎาคม

รายงานของสำนักข่าวแอสโซซิเอเต็ดเพรส (เอพี) ระบุว่า “พม่าเวลานี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายที่สุดบนพื้นพิภพสำหรับบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพ โดยที่บุคคลเหล่านี้ในพม่าถูกโจมตีเล่นงานรวมทั้งสิ้น 240 กรณีในปีนี้ –เกือบๆ ครึ่งหนึ่งของจำนวน 508 กรณีซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ตามการติดตามรวบรวมขององค์การอนามัยโลก”

แต่แม้กระทั่งพวกทหารและตำรวจ ซึ่งปกติแล้วต่างมีอภิสิทธิ์สามารถเข้าถึงสถานดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพดีกว่าพลเมืองธรรมดาทั่วไป ก็ยังถูกเล่นงานจากโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้อยู่ดี

มิซซิมา (Mizzima) เว็บไซต์ข่าวอิสระของพม่า รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า มีนายทหารระดับอาวุโสบางคนไปตรวจเชื้อโรคโควิด-19 แล้วผลออกมาเป็นบวก ในจำนวนนี้คนหนึ่งคือ พลจัตวา เมียะ เตะ อู (Brigadier General Myat Thet Oo) ผู้บัญชาการทหารภาคเหนือที่ประจำการอยู่ในรัฐกะฉิ่น นอกจากนี้ยังมีนายทหารเสนาธิการที่ไม่มีการระบุชื่ออีกอย่างน้อย 2 คน

มีรายงานว่าเวลานี้พวกเขากำลังถูกกักกันโรค และได้รับการบำบัดรักษาอย่างเต็มที่จากคณะแพทย์ทหาร ณ สถานที่ทางการแพทย์ระดับท้องถิ่นแห่งหนึ่ง

ตามรายงานข่าวของ เมียนมา นาว (Myanmar Now) เว็บไซต์ข่าวอิสระของพม่าอีกแห่งหนึ่ง มีทหารในกองทหารประจำหน่วยตำรวจชายแดนในรัฐยะไข่ทางภาคเหนือของประเทศและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา รวมทั้งสิ้น 105 คน ก็มีผลตรวจออกมาเป็นบวกเช่นกัน

พวกเขาถูกสั่งให้เคลื่อนกำลังพลมาอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว เพื่อดูแลรักษาชายแดนที่ติดต่อกับบังกลาเทศ รวมทั้งป้องกันไม่ให้พวกผู้ลี้ภัยโรฮิงญามุสลิมเดินทางกลับมาท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศชาติเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในวงกว้างเช่นนี้

สำหรับเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งพม่าจะได้รับ เท่าที่มองเห็นกันเวลานี้ก็ดูไม่ค่อยมีความหวังอะไรมากมายนัก เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ อินเดียได้มอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 1.5 ล้านโดสเป็นของขวัญให้แก่พม่า ทว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร คณะปกครองทหารก็ได้หันเหความสนใจไปยังพวกพันธมิตรจีนและรัสเซีย ด้วยความวาดหวังว่าจะได้วัคซีนเพิ่มเติมจาก 2 ประเทศนี้ในอนาคต

ระหว่างการเดินทางไปเยือนกรุงมอสโกตอนปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มิน อ่อง หล่าย กล่าวในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอาร์ไอเอของรัสเซียว่า พม่ากำลังเจรจาเพื่อขอซื้อวัคซีน สปุตนิก 5 จากรัสเซียเป็นจำนวน 5 ล้านโดส ทั้งนี้ถึงแม้วัคซีนชนิดนี้ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติรับรองให้ใช้ได้จากองค์การอนามัยโลกก็ตาม

นี่จะเป็นการเพิ่มเติมวัคซีนที่ผลิตในจีนจำนวน 500,000 โดสซึ่งส่งมาให้พม่าแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยที่คณะปกครองทหารพม่ายังมีแผนการจะซื้ออีกอย่างน้อย 1 ล้านโดสจากจีนในช่วงหลายๆ เดือนต่อจากนี้

แต่โปรแกรมการฉีดวัคซีนนี้จะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป ตลอดจนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เหล่านี้กลับยังไม่มีความชัดเจนเลย จวบจนถึงตอนนี้มีวัคซีนส่งมาถึงพม่าแล้วเพียงแค่ 4 ล้านโดส เนื่องจากเป็นวัคซีนที่แต่ละคนต้องฉีดกันคนละ 2 โดส ดังนั้นจึงเพียงพอที่จะใช้สำหรับประชากรเพียงแค่ 4% ของพม่าเท่านั้น

จากการที่ประเด็นปัญหานี้กลายเป็นเรื่องการเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พม่าจึงมีหวังต้องประสบความยากลำบากมากในการสยบโรคระบาดใหญ่นี้ให้อยู่หมัด สิ่งที่ดูย้อนแย้ง หรือบางทีมันอาจจะเป็นการสะท้อนถึงอาการที่เป็นจริงก็เป็นได้ ก็คือว่าโปรแกรมการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพซึ่งดำเนินการกันอยู่ในพม่าจนถึงเวลานี้นั้น ได้แก่การฉีดวัคซีนในบรรดาพื้นที่ซึ่งรัฐบาลทหารไม่สามารถควบคุมได้

ในเขตปกครองของชาวว้า ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐชาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เกือบทุกคนในเขตนั้นต่างได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากจีนที่ร่วมมือกับกองกำลังอาวุธของชาวว้า ซึ่งมีชื่อว่า กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army)

ในรัฐกะฉิ่น เว็บไซต์ข่าว อิระวดี (Irrawaddy) รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า กองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army หรือ KIA) “ได้ดำเนินมาตรการในการป้องกัน ควบคุม และบำบัดรักษา โควิด-19 ด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากจีน ซึ่งได้จัดการฝึกอบรมทางการแพทย์ตลอดนจนมอบอุปกรณ์สำหรับใช้ตรวจโควิด-19 ให้แก่ KIA”

ถ้าหากคณะปกครองทหารของพม่ายังไม่สามารถสยบโรคระบาดใหญ่นี้ลงไปได้ในเร็ววันนี้แล้ว เศรษฐกิจที่ร่อแร่อยู่แล้วก็จะต้องถึงขั้นเสียหายยับเยินอย่างสมบูรณ์แบบ

หลังจากระยะเวลา 1 ทศวรรษของการที่พม่าดำเนินนโยบายแบบค่อนข้างเปิดกว้าง ซึ่งได้ผลักดันให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นไปอยู่ในระดับสูงกว่า 7% ต่อปี ดอกผลเหล่านี้ก็กำลังสูญสลายไปอย่างรวดเร็วจากการเข้ายึดอำนาจอันก่อให้เกิดความหายนะของฝ่ายทหาร ตลอดจนการนัดหยุดงานทั่วไปและการหยุดชะงักของเศรษฐกิจซึ่งติดตามมา

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ฟิตช์ เรตติ้งส์ (Fitch Ratings) ทำนายเอาไว้เมื่อเดือนมิถุนายนว่า เศรษฐกิจของพม่าอาจหดตัวลงอย่างรุนแรงในระดับสูงถึง 20% ในช่วงปีงบประมาณนี้ ซึ่งคือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 จนถึงเดือนกันยายน 2021 โดยเหตุผลข้อใหญ่คือภาวะสะดุดที่เกิดจากการรัฐประหาร คำพยากรณ์นี้มีขึ้นก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่ากลัวของโควิด-19 ในช่วงเดือนนี้

ทางด้านธนาคารโลกก็พยากรณ์เอาไว้ว่าเศรษฐกิจพม่าจะลดตัว 10% ในปีนี้เช่นกัน ส่วนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program หรือ UNDP) เวลานี้กำลังออกมาเตือนว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรพม่าที่มีจำนวนทั้งสิ้น 55 ล้านคน อาจจะมีชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่ลงจนถือว่าเข้าสู่ภาวะยากจนภายในปี 2022

หลังจากระพยะเวลา 5 เดือนของการปกครองอย่างโหดเหี้ยมทารุณของฝ่ายทหาร และความเสื่อมทรามของเศรษฐกิจ พม่าก็กำลังย่างก้าวเข้าสู่วิกฤตการณ์ที่จมลึกลงไปอีกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และแทบไม่มีสัญญาณเครื่องบ่งชี้ใดๆ เลยว่า คณะปกครองทหารผู้ดื้อรั้นที่ครองอำนาจอยู่ในกรุงเนปยีดอ มีหนทางวิธีการหรือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพลิกผันกลับตาลปัตรแนวโน้มแห่งการทรุดต่ำอย่างน่ากลัวนี้

หมายเหตุผู้แปล

ในเรื่องการระบาดระลอก 3 ของโรคโควิด-19 ในพม่า ซึ่งประสบความลำบากยากแค้นอยู่แล้วจากการรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหารและการต่อต้านอย่างนองเลือดที่ติดตามมานี้ ทางเอเชียไทมส์ยังได้เสนอรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ของสำนักข่าวเอเอฟพี ในแง่มุมการดิ้นรนของชาวเมืองใหญ่ๆ ในพม่าที่ต้องการหาทางช่วยเหลือคนในครอบครัวซึ่งล้มป่วย จึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้ โดยที่ผู้แปลได้เพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนจากรายงานชิ้นอื่นของเอเอฟพี และของเอพี เข้าไปด้วย

คนพม่าจำนวนมากต้องตัดสินใจละเมิดคำสั่งเคอร์ฟิวของคณะปกครองทหาร เพื่อจะได้ออกจากบ้านกันตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง มาเข้าคิวรอเติมก๊าซออกซิเจนนำไปต่อลมหายใจของคนในครอบครัวซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงสาหัส

ชาวเมืองย่างกุ้งจำนวนมากพากันละเมิดคำสั่งของคณะปกครองทหารพม่าที่ห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล เพื่อดิ้นรนค้นหาออกซิเจนมาต่อลมหายใจของผู้เป็นที่รักของพวกเขา ขณะที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดระลอกใหม่อย่างรุนแรง ซ้ำเติมประเทศที่ปั่นป่วนระส่ำระสายและเสียหายหนักหนาสาหัสอยู่แล้วภายหลังเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ

การพุ่งพรวดของเคสผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คือการกระหน่ำตีอย่างแรงครั้งล่าสุดที่พม่าต้องประสบ ภายหลังเจ็บปวดจากการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งติดตามมาด้วยการปราบปรามกวาดล้างผู้ต่อต้านไม่เห็นด้วยอย่างนองเลือด มีผู้ถูกเข่นฆ่าไปมากกว่า 900 คนแล้ว อีกทั้งฉุดดึงให้เศรษฐกิจตกต่ำเสื่อมทรุด

ขณะที่ตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าสาดส่องแสงเมื่อวันพุธ (14 ก.ค.) ในย่างกุ้ง ก็มีผู้คนเรือนร้อยต่อแถวรอคอยกันแล้วตามร้านบริการรับเติมออกซิเจนแห่งต่างๆ ทั่วเมืองหลวงเก่าที่ยังคงเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของพม่าแห่งนี้ ด้วยความหวังว่าจะมีก๊าซมาเติมเต็มถังที่พวกเขานำมาด้วย เพื่อเอากลับบ้านไปให้สมาชิกครอบครัวที่เจ็บป่วยหายใจลำบากด้วยฤทธิ์ของไวรัสนี้

ยังมีบางคนนำเอาเก้าอี้ รวมทั้งข้าวของอื่นๆ มาด้วย เตรียมพร้อมสำหรับการต้องรอคอยกันนานๆ

อย่างไรก็ดี สำหรับคนอื่นๆ บางคน มันสายเกินไปแล้ว

“พี่สาวผมป่วยด้วยโควิด-19 มา 3 วันแล้ว” ตาน ซอ วีน บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี ขณะที่เขาออกมาจากแถวที่ไปเข้าคิวรอแห่งหนึ่งในเมืองซึ่งมีประชากรราว 7 ล้านคนแห่งนี้

“วันแรก แกคลื่นไส้ เพราะแรงดันเลือดต่ำ … แล้วแกมาแย่เอามากๆ เมื่อวานนี้ เพราะแกหายใจไม่ค่อยออก”

“แต่ตอนที่ผมกำลังเข้าคิวเพื่อรอเติมออกซิเจนเช้านี้ น้าผมก็โทรฯตามผมให้กลับบ้าน เพราะพี่เขาจากไปแล้ว”

พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของพม่าให้ตัวเลขว่า ในวันพุธ (14) มีเคสผู้ป่วยใหม่กว่า 7,000 คน –เปรียบเทียบกับที่มีไม่ถึง 50 คนเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

สำหรับในวันพฤหัสบดี (15) ทางการพม่ารายงานว่ามีเคสใหม่ 4,188 คน ทำให้ยอดสะสมกลายเป็น 212,545 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 165 คน และยอดรวมเพิ่มเป็น 4,346 คน

“ไม่วาฝนจะตกหรือแดดจะร้อนเปรี้ยงแค่ไหน”

พื้นที่หลายส่วนของพม่าถูกประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์บางส่วนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทว่ากาบังคับให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งนี้เป็นไปอย่างหย่อนยาน ขณะที่ผู้คนจำนวนมากต้องเลือกเอาระหว่างการทำตามกฎระเบียบ กับการแอบออกมาทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว

โรคระบาดระลอกใหม่ครั้งนี้ปรากฏขึ้นมาในสภาพที่ประเทศนี้ยังบอบช้ำหนักจากความรุนแรงนองเลือดซึ่งเกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร โดยที่มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากเข้าร่วมการรณรงค์ต่อสู้แบบอารยะขัดขืนทั่วประเทศ เพื่อแสดงการคัดค้านไม่ร่วมมือกับฝ่ายทหาร

การติดเชื้อยังกำลังแผ่ซึมไปตลอดพื้นที่ชายแดนซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ของพม่า — อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อกลุ่มหนึ่งในเมืองรุ่ยลี่ เมืองชายแดนจีนซึ่งติดต่อกับพม่า เป็นเหตุทำให้ยอดเคสใหม่รายวันของจีนพุ่งขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ 57 คนที่รายงานกันจากทั่วประเทศจีน มี 12 คนเป็นคนสัญชาติพม่าในรุ่ยลี่ ทางการผู้รับผิดชอบระบุ

ในเรื่องการดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของพม่าก็เดินหน้าไปได้อย่างเชื่องช้าเช่นกัน โดยที่เวลานี้มีประชาชนเพียงแค่ประมาณ 1.75 ล้านคนได้รับวัคซีนแล้ว จากจำนวนประชากรทั่วทั้งประเทศ 54 ล้านคน ทั้งนี้ตามรายงานของคณะปกครองทหาร

“คณะปกครองทหารพม่าขาดแคลนทั้งทรัพยากร, สมรรถนะความสามารถ, และความถูกต้องชอบธรรม ในการเข้าควบคุมสยบวิกฤตคราวนี้” ทอม แอนดริวส์ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยพม่า แถลงเมื่อวันพุธ (14)

“วิกฤตคราวนี้ … ถือเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้มากเป็นพิเศษ สืบเนื่องจากมีความไม่ไว้วางใจในคณะปกครองทหารกันอย่างกว้างขวางยิ่ง”

ขณะเดียวกัน การระบาดพุ่งพรวดของโควิด-19 ก็กลายเป็นการเพิ่มความลำบากยุ่งยากให้แก่พวกบุคลากรทำงานด้านมนุษยธรรม ซึ่งมีภาระหนักเกินกำลังกันอยู่ก่อนแล้ว

“การนำเอาคนทำงานของเราไปยังจุดที่พวกเขาสามารถทำสิ่งดีๆ ได้มากที่สุด การนำเอาความช่วยเหลือเข้าไปถึงชุมชนต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้ความช่วยเหลือเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนแต่กลายเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็นยิ่งขึ้น” ผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้แก่ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross หรือICRC) ในพม่า บอกกับเอเอฟพี

ทั้งนี้พม่ามีกำหนดจะได้รับวัคซีนอีก 6 ล้านโดสจากจีนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยเจ้ากน้าที่อาวุโสของกระทรวงข้อมูลบอกว่า ในจำนวนนี้รัฐบาลจัดซื้อ 4 ล้านโดส และปักกิ่งบริจาคให้ 2 ล้านโดส สำหรับ 1 ล้านโดสแรกจะส่งมาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมนี้ –กระนั้น มันก็ยังคงสายเกินไปอยู่ดีสำหรับคนที่ติดเชื้อแล้วและกำลังต้องดิ้นรนต่อสู้กับอาการหายใจไม่ออก

ในคิวรอเติมออกซิเจนอีกคิวหนึ่งในย่างกุ้ง ออง จอ กำลังวาดหวังจะได้ก๊าซเพิ่มสำหรับนำไปให้ภรรยาของเขา

ครั้งสุดท้ายที่เขามาเติมถังก๊าซขนาด 40 ลิตรของเขานั้น เขาต้องใช้เวลารอเข้าคิวอยู่นาน 24 ชั่วโมง หนุ่มใหญ่วัย 43 ปีผู้นี้เล่า

ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ จำนวนมาก เขาบอกว่าเขาไม่สามารถเดินทางไปตระเวนตามจุดเติมต่างๆ ทั่วเมือง เพื่อค้นหาว่ามีจุดไหนที่คิวสั้นกว่านี้

“ดังนั้น ผมจึงต้องรอและเข้าคิวกันที่นี่แหละ ไม่ว่าฝนจะตกหนักหรือแดดจะร้องเปรี้ยงแค่ไหน รวมทั้งรอกันตลอดทั้งคืนด้วย”

TopBack to Top